หลุมสิว คือหนึ่งในปัญหากวนใจที่ส่งผลกระทบต่อความเรียบเนียนของผิวหน้าและลดทอนความมั่นใจของใครหลายคน ร่องรอยที่ทิ้งไว้หลังจากการอักเสบของสิวเหล่านี้ มักจะรักษายากกว่ารอยดำหรือรอยแดงทั่วไป เพราะเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นในระดับโครงสร้างผิว ทำให้ผิวดูไม่สม่ำเสมอ ขรุขระ และอาจทำให้ดูมีอายุเกินจริงได้ ปัจจุบัน เทคโนโลยีเลเซอร์รอยสิวถือเป็นวิธีการรักษาหลุมสิวที่ได้รับความนิยมและมีประสิทธิภาพสูง แต่คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ “เลเซอร์หลุมสิว หายถาวรไหม?” และมีเลเซอร์ชนิดไหนบ้างที่เหมาะกับการรักษา บทความนี้จะพาไปไขทุกข้อข้องใจเกี่ยวกับประสิทธิภาพ ความคงทนของผลลัพธ์ และประเภทของเลเซอร์หลุมสิว เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
ประเภทของหลุมสิว มีกี่แบบ

หลุมสิวเกิดจากการอักเสบของสิวที่รุนแรงจนทำลายคอลลาเจนในชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวซ่อมแซมตัวเองไม่สมบูรณ์จนเกิดเป็นพังผืดดึงรั้ง โดยทั่วไปเราสามารถแบ่งลักษณะของหลุมสิวออกเป็น 3 ประเภทหลัก ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งรูปร่าง ความลึก และวิธีการรักษา ดังนี้
Ice Pick
Ice Pick Scar ถือเป็นหลุมสิวที่รักษายากที่สุด มีลักษณะปากแผลแคบแต่ก้นลึกคล้ายถูกน้ำแข็งเจาะ (Ice Pick) ทำลายลึกลงไปถึงชั้นผิวหนังแท้หรือชั้นไขมัน มักเกิดจากการกดหรือบีบสิวอุดตันอย่างรุนแรงจนเนื้อเยื่อเสียหาย การรักษาด้วยยาทาเพียงอย่างเดียวแทบไม่ช่วยให้ดีขึ้น การรักษาที่มีประสิทธิภาพคือการใช้เทคนิค TCA CROSS (แต้มกรดเข้มข้น) เพื่อกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ หรือใช้โปรแกรม Discovery Pico และอาจต้องใช้การผ่าตัดเล็กร่วมด้วยในบางกรณี
Boxcar
Boxcar Scar คือหลุมสิวที่มีลักษณะคล้ายบ่อหรือกล่อง ก้นหลุมแบนกว้างและมีขอบชัดเจน ความลึกระดับตื้นถึงปานกลาง (3-4 มม.) เกิดจากสิวอักเสบเม็ดใหญ่หรือสิวหัวช้างที่ทำลายพื้นที่ผิวเป็นวงกว้าง รวมถึงรอยแผลจากอีสุกอีใส การรักษานิยมใช้การทำเซาะพังผืด ควบคู่กับการเลเซอร์รอยสิว เพื่อกระตุ้นคอลลาเจน หากหลุมกว้างมาก แพทย์อาจแนะนำให้ฉีดโปรแกรมฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็มหลุมให้ตื้นขึ้นทันที ซึ่งเห็นผลได้ชัดเจนขึ้น
Rolling Scar
Rolling Scar เป็นหลุมสิวที่มีลักษณะเป็นแอ่งเว้าโค้งตื้น ๆ ปากหลุมกว้างและขอบไม่ชัด ทำให้ผิวดูขรุขระเป็นคลื่นคล้ายถนนลูกรัง เกิดจากพังผืดใต้ผิวหนังดึงรั้งผิวชั้นบนไว้ การรักษาหลุมสิวแบบ Rolling Scar ที่ช่วยเห็นผลลัพธ์ที่ดีคือการทำ Subcision เพื่อตัดพังผืดที่ยึดเกาะออก ให้ผิวเด้งฟูขึ้นมา จากนั้นแพทย์อาจแนะนำให้ฉีดโปรแกรมฟิลเลอร์หรือโปรแกรม Rejuran เพื่อเข้าไปเติมเต็ม และใช้เลเซอร์ปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน
เลเซอร์หลุมสิว แบบไหนดี
การเลือกชนิดของเลเซอร์หลุมสิวที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ปัจจุบันมีเทคโนโลยีเลเซอร์หลายแบบที่ถูกนำมาใช้ในการรักษาหลุมสิว แต่ละชนิดก็มีหลักการทำงาน จุดเด่น และข้อจำกัดแตกต่างกันไป การทำความเข้าใจเลเซอร์แต่ละประเภทจะช่วยให้เลือกเลเซอร์ที่เหมาะสมที่สุด
เลเซอร์หลุมสิวด้วย Picosecond Laser
Picosecond Laser หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า Program Discovery Pico Laser เป็นเทคโนโลยีเลเซอร์ที่ปล่อยพลังงานแสงในระยะเวลาที่สั้นมาก ๆ ในระดับ 1 ต่อล้านล้านวินาที (Picosecond) ด้วยความเร็วสูงนี้ พลังงานจะทำให้เกิดแรงกระแทกเชิงกลขนาดเล็กใต้ผิวหนัง กระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่เพื่อซ่อมแซมผิว นอกจากนี้ การใช้ Program Pico หลุมสิว ยังสามารถช่วยปรับเม็ดสีผิว ลดรอยดำที่อาจเกิดร่วมกับหลุมสิวได้อีกด้วย หลักการของ Program Pico หลุมสิว คือการฟื้นฟูผิวจากภายในโดยกระทบผิวชั้นนอกน้อยที่สุด
ข้อดี
- พลังงานลงสู่ผิวได้เร็ว ลดความรู้สึกแสบร้อน และลดความเสี่ยงผิวไหม้
- มีความปลอดภัยสูง เหมาะกับทุกสภาพผิว เมื่อเทียบกับเลเซอร์ชนิด Ablative
- พักฟื้นน้อย หลังทำอาจมีรอยแดงหรือจุดเลือดออกเล็ก ๆ ซึ่งมักหายได้เร็ว
- รักษาปัญหาเม็ดสีร่วมด้วย สามารถช่วยลดรอยดำ กระ ฝ้า จุดด่างดำที่อาจมีอยู่บนใบหน้าได้พร้อมกัน
- กระตุ้นคอลลาเจน ช่วยให้หลุมสิวตื้นขึ้นและผิวเรียบเนียนขึ้น
ข้อเสีย
- อาจต้องทำหลายครั้ง โดยเฉพาะหลุมสิวลึกหรือรุนแรง อาจต้องทำซ้ำหลายครั้งจึงจะเห็นผลชัดเจน
- มักมีค่าใช้จ่ายต่อครั้งสูงกว่าเลเซอร์ชนิดอื่น
- ประสิทธิภาพกับหลุมสิวบางประเภท อาจได้ผลดีกับหลุมสิวชนิดตื้น หรือปากแคบแต่ไม่ลึกมาก แต่สำหรับหลุมลึก อาจต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย
- อาจมีรอยแดง หรือจุดช้ำเล็ก ๆ ได้ ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์รอยต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ จางหายไปเอง
เลเซอร์หลุมสิวด้วย Fractional CO2
Fractional CO2 Laser เป็นเลเซอร์ชนิด Ablative Fractional คือจะปล่อยลำแสงเลเซอร์ขนาดเล็กมาก ๆ จำนวนมากลงไปบนผิว ทำให้เกิดเป็นรูเล็ก ๆ ลึกถึงชั้นหนังแท้ พลังงานความร้อนจะทำให้เนื้อเยื่อเก่าในบริเวณนั้นระเหิดหายไป และกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมผิวตามธรรมชาติ มีการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ขึ้นมาทดแทน ทำให้ผิวเกิดการผลัดเซลล์ผิวเก่าออก และสร้างผิวใหม่ที่แข็งแรง เรียบเนียนขึ้นมาแทนที่ ส่งผลให้หลุมสิวตื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถือเป็นเลเซอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการปรับโครงสร้างผิวใหม่
ข้อดี
- ค่อนข้างมีประสิทธิภาพสูง ได้ผลดีกับหลุมสิวหลายประเภท โดยเฉพาะหลุมสิวชนิด Boxcar และ Rolling scar ที่มีความรุนแรงปานกลางถึงมาก
- กระตุ้นคอลลาเจนการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวแน่นและหลุมตื้นขึ้นชัดเจน
- ผลลัพธ์ค่อนข้างชัดเจน หลังการรักษาและพักฟื้น มักเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
ข้อเสีย
- หลังทำจะมีอาการบวม แดง แสบผิว และเกิดสะเก็ดเล็ก ๆ ซึ่งต้องใช้เวลาดูแลประมาณ 7-14 วัน หรือนานกว่านั้น กว่าผิวจะกลับมาเป็นปกติ
- มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดรอยดำหลังทำ โดยเฉพาะในผู้ที่มีสีผิวเข้ม หรือดูแลผิวหลังทำไม่ดีพอ
- อาจรู้สึกเจ็บหรือแสบร้อนได้มากกว่าเลเซอร์ชนิดอื่น จำเป็นต้องทายาชาและใช้เครื่องเป่าลมเย็นช่วย
- การดูแลผิวหลังทำมีความสำคัญมากเพื่อป้องกันผลข้างเคียง
เลเซอร์หลุมสิวด้วย Fractional Radio Frequency
Fractional Radio Frequency (Fractional RF) หรือที่มักรู้จักกันในชื่อ RF Microneedling เป็นเทคโนโลยีที่ผสมผสานระหว่างการใช้เข็มขนาดเล็ก (Microneedling) กับพลังงานคลื่นวิทยุ (Radio Frequency) โดยอุปกรณ์จะมีหัวเข็มขนาดเล็กมากจำนวนหลายสิบเข็ม โดยเข็มจะถูกส่งลงไปในชั้นผิวหนังแท้ตามระดับความลึกที่ตั้งค่าไว้ จากนั้นจะมีการปล่อยพลังงาน RF ผ่านปลายเข็มโดยตรง ความร้อนจาก RF จะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นลึกโดยไม่ทำลายผิวชั้นบนมากเท่าเลเซอร์กลุ่ม Ablative เข็มขนาดเล็กยังช่วยตัดพังผืดใต้หลุมสิวบางประเภทได้อีกด้วย ทำให้เกิดการซ่อมแซมและสร้างผิวใหม่จากภายใน
ข้อดี
- สามารถส่งพลังงาน RF ลงไปกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ได้โดยตรง
- เนื่องจากพลังงาน RF ไม่ได้ถูกดูดซับโดยเม็ดสีเหมือนเลเซอร์ จึงไม่ค่อยเกิดรอยดำ จึงเหมาะกับผิวคนเอเชีย
- ระยะพักฟื้นสั้นกว่า เพราะอาจจะมีอาการบวมแดงเล็กน้อยประมาณ 1-3 วัน
- รักษาหลุมสิวได้หลายประเภท เหมาะกับ Rolling scar, Boxcar scar และช่วยเรื่องกระชับรูขุมขนได้ด้วย
- แพทย์สามารถปรับความลึกของเข็มให้เหมาะสมกับความลึกของหลุมสิวได้
ข้อเสีย
- อาจต้องทำหลายครั้ง โดยทั่วไปแนะนำให้ทำ 3-5 ครั้งขึ้นไป ห่างกันประมาณ 1-2 เดือน เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
- อาจรู้สึกเจ็บจากการลงเข็มและพลังงาน RF จำเป็นต้องทายาชา
- ราคาสูงกว่า Fractional CO2 แต่โดยรวมอาจใกล้เคียงหรือน้อยกว่า Picosecond Laser
- การเปลี่ยนแปลงจะค่อยเป็นค่อยไปตามการสร้างคอลลาเจน
เลเซอร์หลุมสิว กี่ครั้งหาย

การทำเลเซอร์กี่ครั้งหลุมสิวจึงจะหายเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบที่ตายตัว เนื่องจากขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง โดยทั่วไปแล้ว การรักษาหลุมสิวด้วยเลเซอร์จำเป็นต้องทำต่อเนื่องหลายครั้ง โดยเฉลี่ยอาจอยู่ที่ 3-6 ครั้ง หรือมากกว่านั้นในกรณีที่หลุมสิวรุนแรงหรือลึกมาก โดยเว้นระยะห่างแต่ละครั้งประมาณ 4-8 สัปดาห์ เพื่อให้ผิวได้มีเวลาซ่อมแซมและสร้างคอลลาเจนใหม่ เลเซอร์หลุมสิว หายถาวรไหมหลังทำเพียงครั้งเดียวจึงเป็นไปได้ยาก การรักษาต่อเนื่องตามแผนของแพทย์จึงเป็นสิ่งสำคัญ
เลเซอร์หลุมสิว หายถาวรไหม
เลเซอร์หลุมสิว หายถาวรไหม? คำตอบคือการรักษาหลุมสิวด้วยเลเซอร์นั้นให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น คอลลาเจนและเนื้อเยื่อผิวหนังใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมาทดแทนส่วนที่เสียหายไปนั้นจะคงอยู่ถาวร หลุมสิวที่ตื้นขึ้นแล้วมักจะไม่กลับไปลึกเท่าเดิมอีก อย่างไรก็ตามหากต้องการให้หลุมสิวหายไป 100% จนผิวเรียบเนียนเหมือนไม่เคยเป็นมาก่อนนั้น อาจเป็นไปได้ยาก แต่การเลเซอร์หลุมสิวจะช่วยทำให้หลุมสิวตื้นขึ้น ทำให้ดูจางลงจนสังเกตได้ยาก และผิวโดยรวมดูดีขึ้น
การเตรียมตัวก่อนทำ
- ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ : เพื่อประเมินประเภทหลุมสิว สภาพผิว และเลือกชนิดเลเซอร์ที่เหมาะสม พร้อมทั้งปรึกษาคุณหมอว่าเลเซอร์หลุมสิว หายถาวรไหม สำหรับกรณีของคุณ
- หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด : งดตากแดดจัด หรืออาบแดด/อบผิวแทน อย่างน้อย 4-6 สัปดาห์ก่อนทำ
- หยุดใช้ยา/ครีมบางชนิด : งดใช้ยาในกลุ่ม Retinoids กรดผลไม้ (AHA/BHA) หรือยา/อาหารเสริมที่อาจเพิ่มความไวต่อแสง หรือส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด
- แจ้งประวัติสุขภาพ : แจ้งแพทย์หากมีโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา แพ้แสง หรือเคยมีประวัติเป็นเริม งูสวัด หรือมีแนวโน้มเกิดแผลเป็นคีลอยด์ง่าย
- งดสูบบุหรี่ : การสูบบุหรี่ส่งผลเสียต่อกระบวนการหายของแผล ควรพยายามงดหรือลดก่อนและหลังทำ
- เตรียมเวลาพักฟื้น : สอบถามแพทย์เกี่ยวกับระยะเวลาพักฟื้นที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เพื่อวางแผนการลางานหรือกิจกรรมต่าง ๆ
- ทำความสะอาดผิว : ในวันนัด ให้ทำความสะอาดใบหน้าให้พร้อม งดแต่งหน้า ทาครีม หรือโลชั่นใด ๆ
การดูแลหลังทำ
- ปฏิบัติตามคำแนะนำแพทย์เคร่งครัด : ใช้ยา ครีมที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผิวฟื้นฟูตัวได้เร็วขึ้น
- รักษาความสะอาด : ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดหรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยนมาก ๆ ตามที่แพทย์แนะนำ และซับหน้าเบา ๆ ห้ามถู
- ให้ความชุ่มชื้น : ทามอยส์เจอไรเซอร์หรือครีมที่ช่วยปลอบประโลมผิวและฟื้นฟูเกราะป้องกันผิวบ่อย ๆ
- ป้องกันแสงแดด : หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง และทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF เหมาะสมทุกวัน แม้จะอยู่ในอาคาร ควรเลือกชนิด Physical Sunscreen ที่อ่อนโยน และทาซ้ำระหว่างวัน สวมหมวก กางร่มเมื่อต้องออกนอกอาคาร
- ห้ามเกา : เมื่อแผลเริ่มตกสะเก็ด ปล่อยให้หลุดลอกออกไปเอง ห้ามแกะ ดึง หรือเกาโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดรอยแผลเป็นหรือรอยดำได้
- หลีกเลี่ยงความร้อนและเหงื่อ : งดกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมาก หรืออยู่ในที่ร้อนจัด ในช่วงสัปดาห์แรก
- งดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลัดเซลล์ผิว : หลีกเลี่ยงสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำหอม กรดผลไม้ วิตามินซี หรือ Retinoids จนกว่าผิวจะแข็งแรงดี
- พบแพทย์ตามนัด : ควรพบแพทย์เพื่อติดตามผลการรักษาและรับคำแนะนำเพิ่มเติม
โปรแกรม Pico หลุมสิว ราคาเท่าไหร่
ราคา Program Discovery Pico
ทั่วหน้า
- โปรทดลอง 1 ครั้ง 8,990 บาท
- โปร 2 แถม 1 ครั้ง 23,980 บาท เฉลี่ยครั้งละ 7,993 บาท
- โปร 3 แถม 2 ครั้ง 35,970 บาท เฉลี่ยครั้งละ 7,194 บาท
- โปร 5 แถม 5 ครั้ง 59,950 บาท เฉลี่ยครั้งละ 5,995 บาท (แบ่งได้สูงสุด 2 คน)
1 Area
- โปรทดลอง 1 ครั้ง 6,990 บาท
- โปร 2 แถม 1 ครั้ง 13,980 บาท เฉลี่ยครั้งละ 4,660 บาท
- โปร 3 แถม 2 ครั้ง 20,970 บาท เฉลี่ยครั้งละ 4,194 บาท
- โปร 5 แถม 5 ครั้ง 34,950 บาท เฉลี่ยครั้งละ 3,495 บาท
โปรแกรม Pico หลุมสิว ที่ไหนดี ? เลือกคลินิกอย่างไร ให้ปลอดภัยและเห็นผล
การเลือกคลินิกสำหรับรักษาหลุมสิวด้วยโปรแกรม Discovery Pico เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากใช้พลังงานไม่เหมาะสมหรือเครื่องไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้หน้าไหม้หรือเกิดรอยดำถาวรได้ การเลือกคลินิกในการทำหัตถการควรพิจารณาจากปัจจัย ดังนี้
- แพทย์มีใบประกอบวิชาชีพ แพทย์ที่มีใบประกอบวิชาชีพเป็นเอกสารยืนยันคุณสมบัติในการรักษา ช่วยให้มั่นใจว่าสามารถวิเคราะห์สภาพผิวและประเมินระดับความลึกของหลุมสิวได้ เพราะหลุมสิวแต่ละประเภทใช้การตั้งค่าพลังงานที่ต่างกัน
- ใช้เครื่องที่ได้มาตรฐาน ตรวจสอบได้ เครื่องโปรแกรม Pico Laser ที่ผ่านการรับรองจาก US FDA (เช่น โปรแกรม Pico Sure โปรแกรม Discovery Pico และ โปรแกรม PicoWay โดยคลินิกต้องสามารถแสดงใบรับรองหรือให้สแกนตรวจสอบเครื่องก่อนทำได้
- รีวิวจากผู้ใช้จริง พิจารณาภาพ Before-After ของผู้ที่เคยใช้บริการจริง และเป็นรีวิวที่น่าเชื่อถือ ไม่ใช่เพียงแค่การจ้างอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อให้เห็นผลลัพธ์
- ความสะอาดและมาตรฐาน สถานที่ต้องสะอาด ปลอดเชื้อ และมีอุปกรณ์ดูแลความเย็นหลังทำเพื่อลดผลข้างเคียง
- การติดตามผล มีการนัดดูอาการและติดตามผลหลังการรักษาอย่างต่อเนื่อง ไม่ทิ้งเคส
โปรแกรม Pico หลุมสิว ทำร่วมกับทำหัตถการอะไรได้บ้าง ?
การทำโปรแกรม Pico หลุมสิว ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี โดยเฉพาะในผู้ที่มีหลุมสิวลึกหรือมีพังผืดหนา แพทย์มักแนะนำให้ทำโปรแกรม Pico Laser ควบคู่กับ Subcision (การเซาะพังผืด) เพื่อช่วยให้ผิวเด้งฟูขึ้น นอกจากนี้ยังนิยมทำร่วมกับหัตถการกลุ่มงานฉีดสารกระตุ้นผิว เช่น โปรแกรม Rejuran หรือโปรแกรม Meso เพื่อเร่งการสร้างคอลลาเจนและซ่อมแซมเซลล์ผิว หรือหากมีหลุมลึกเฉพาะจุด การฉีดโปรแกรม Filler เติมเต็มร่วมด้วยจะช่วยให้ผิวเรียบเนียนรวดเร็วกว่าการทำเลเซอร์เพียงอย่างเดียว
ทำไมต้องรักษาหลุมสิวกับ The Loft Clinic

The Loft Clinic เป็นคลินิกที่มีบริการรักษาหลุมสิวที่ค่อนข้างเห็นผลและปลอดภัย ด้วยทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์ ที่สามารถประเมินประเภทหลุมสิวได้อย่างแม่นยำ และเลือกใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวและปัญหาของคุณมากที่สุด เราเน้นการวางแผนรักษาเฉพาะบุคคล ให้คำปรึกษาอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ พร้อมดูแลอย่างใกล้ชิดทั้งก่อนและหลังทำ เพื่อให้คุณมั่นใจในผลลัพธ์และความปลอดภัย
รีวิวโปรแกรม Pico หลุมสิว ที่ The Loft Clinic



FAQ รวมคำถามที่พบได้บ่อยเกี่ยวกับโปรแกรม Pico รักษาหลุมสิว
โปรแกรม Pico Laser หลุมสิวกี่ครั้งหาย
จำนวนครั้งขึ้นอยู่กับความลึกและชนิดของหลุมสิว แต่เพื่อให้หลุมสิวตื้นขึ้นอย่างชัดเจนและผิวเรียบเนียน แนะนำให้ทำต่อเนื่องประมาณ 3-5 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างทุก 4-6 สัปดาห์ ตามการประเมินของแพทย์
โปรแกรม Pico เลเซอร์หลุมสิวหายถาวรไหม
ผลลัพธ์จากการรักษาหลุมสิวด้วยโปรแกรม Pico Laser ถือว่าถาวร เพราะกลไกการทำงานคือการตัดพังผืดและกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาเติมเต็มเนื้อเยื่อจริง เมื่อหลุมตื้นขึ้นแล้วจะไม่กลับยุบลงไปอีก ยกเว้นแต่จะมีสิวอักเสบเกิดขึ้นใหม่ในบริเวณเดิมจนทำให้เกิดแผลเป็นซ้ำ
การทำโปรแกรม Pico หลุมสิว เหมาะกับใคร
การทำโปรแกรม Pico หลุมสิวเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาหลุมสิวทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นหลุมสิวแบบ Rolling หลุมสิวแบบ Boxcar หรือ หลุมสิวแบบ Ice Pick รวมถึงผู้ที่มีปัญหารูขุมขนกว้าง ผิวหน้าไม่เรียบเนียน หรือมีรอยดำฝังลึกร่วมด้วย แต่ควรทำในช่วงที่สิวอักเสบหายแล้ว เพื่อเน้นการฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาเนียนใส